Lonely Rainy Day..

เสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาช่วงบ่ายสายนั้น มันเหมือนกับเสียงนาฬิกาที่เดินช้าลงเมื่อเวลาผ่านไปคนเดียว ฟ้าครึ้มที่แผ่ขยายไปทั่วขอบฟ้าราวกับผ้าใบสีเทาที่มีใครคนหนึ่งกางปีกปิดท้องฟ้าไว้ ทำให้แสงแดดที่ควรจะสดใสกลายเป็นเพียงแสงสลัวๆ ที่ส่องผ่านม่านฝนมาอย่างอ่อนโยน

นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูเม็ดฝนที่ไหลเซาะลงมาตามกระจก เหมือนน้ำตาที่ไม่เคยแห้ง แต่ละเส้นฝนที่ตกลงมาล้วนมีจังหวะของมันเอง บางเส้นรีบร้อน บางเส้นช้าๆ เศร้าๆ ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวที่ไม่มีใครได้ยิน

ฝนตกในเมืองมันต่างจากฝนตกในชนบท เสียงฝนในเมืองมีเสียงรถยนต์แซมอยู่ มีเสียงคนเดินรีบร้อนใต้ร่ม มีเสียงประตูร้านค้าที่เปิดปิด แต่ความเหงานั้นกลับชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะท่ามกลางผู้คนมากมาย เราก็ยังคงโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวเหมือนเดิม

บางครั้งฝนทำให้เราคิดถึงคนที่ไม่อยู่แล้ว คิดถึงเสียงหัวเราะที่เคยแก้มปริอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน คิดถึงความอบอุ่นที่เคยมีในวันที่ฝนตกเหมือนวันนี้ แต่ตอนนี้เหลือเพียงเสียงฝนที่ตกเดียวดายกับความทรงจำที่เริ่มเลือนลางไปตามกาลเวลา

เมื่อฝนหยุดตก ท้องฟ้าจะค่อยๆ กระจ่างขึ้น แต่ใจเรากลับไม่เป็นเช่นนั้น มันเหมือนกับว่าฝนได้ชะล้างทุกอย่างไปจนหมด เหลือไว้เพียงความรู้สีกว่างเปล่าและเสียงหยดน้ำที่ยังคงหยดจากชายคา ทีละหยด ช้าๆ เหมือนเวลาที่ผ่านไปในยามที่เราเหงา

สายฝนช่วงบ่าย มันเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับคนที่ต้องการอยู่คนเดียว เพราะเสียงของมันทำให้เราไม่รู้สีกว่าเงียบเกินไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราลืมความเหงาที่มีอยู่ในใจ มันเพียงแค่ห่อหุ้มความเหงานั้นด้วยเสียงเพลงแห่งธรรมชาติ ทำให้ความเหงากลายเป็นสิ่งที่สวยงามและน่าฟังไปอย่างแปลกประหลาด

“Sometimes the rain doesn’t come to wash away our loneliness—it comes to give it a voice, to make it feel less like emptiness and more like music.”

Leave a comment